Tuesday, June 30, 2015

'เทคโนโลยีซินโดรม' เสี่ยงทำลายสุขภาพ

มองไปทางไหนก็มีแต่คนก้มหน้าก้มตา จ้องโทรศัพท์มือถือกันหมด รู้หรือไม่ว่า...พฤติกรรมเหล่านี้คือ อาการติดสมาร์ท โฟน ซึ่งส่งผลร้ายต่อสุขภาพอย่างมาก

นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า บอกว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม หรือที่วงการแพทย์ เรียกว่า เทคโนโลยีซินโดรม (Technology Syndrome) ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวมาจากการใช้เทคโนโลยีมากเกินไป อาทิ การเล่นเกมส์ ใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันพบผู้ป่วยอาการเทคโนโลยีซินโดรมเข้ามารับการรักษาจำนวนมากในทุกกลุ่มอายุ ตั้งแต่เด็กชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นไปจนถึงวัยผู้สูงอายุ แต่ยังมีผู้ป่วยอีกจำนวนมากที่ไม่รู้ตัวว่าป่วยด้วยอาการดังกล่าว

ภาวะเหล่านี้สามารถสังเกตอาการได้จาก 3 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย 1. มีปัญหาโรคที่เกี่ยวกับตา ซึ่งมาจากปัญหาการใช้คอมพิวเตอร์นานเกิน 25 นาที อีกทั้งยังพบว่ามีการตั้งคอมพิวเตอร์ไม่เหมาะสม กับระดับสายตา รวมถึงความสว่างของ  Ha Ha He Ho Ho Ho Ho Ho Hu Hu Hu Hu Hu Hu Hu Hu Hu Hu Hu Hu Hu Hu Hu Hu Ic Il Is Is Is Ja Je Je Je Je Je Jo Jo Jo Jo Jo Jo Jo Jo Jo Jo Jo K Ka Ka Ka Ka Ka Ka Ka Ka Ka Ke Ke Ke Ke Ke Ki Ki Ki Ki Ki Kl Kl La ไฟและการนั่งเป็นเวลานาน ซึ่งมักจะมีผลกระทบต่อระบบของการกรอกตา ระบบกล้ามเนื้อและประสาทผิดปกติ หลังจาก ใช้สายตานานๆ จนทำให้เกิดอาการดวงตาล้า ดวงตาเครียด ตาช้ำ ตาแดง และ แสบตา เป็นต้น

2. โรคทางกล้ามเนื้อกระดูก ที่เกิดจากการนั่งท่าที่ไม่เหมาะสม หน้าจอต่ำกว่าระดับสายตา และก้มๆ เงยๆ บ่อย จนส่งผลให้กระดูกคอเสื่อม กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ ปวดคอ ปวดบ่า ปวดข้อมือ ปวดนิ้วมือ และปวดหลัง เป็นต้น และ 3. โรคทางจิตใจ มีปัญหาติดเทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีในทางที่ไม่เหมาะสม ควบคุมตัวเองและอารมณ์ไม่ได้

นพ.ฐาปนวงศ์ บอกว่า วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอาการเทคโนโลยีซินโดรม เบื้องต้นสามารถทำได้ด้วยการใช้เวลาทำงานหรือเล่นเกมส์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์เพียง 25-30 นาที ในแต่ละช่วง และให้พักสายตาประมาณ 1-5 นาที เพื่อเป็นการพักผ่อนสายตา และนอนหลับพักผ่อนไม่น้อยกว่าวันละ 7 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยของไต้หวันพบว่า วิธีการรักษาอาการเทคโนโลยีซินโดรมที่ดีที่สุด คือ การนอน

"จากประสบการณ์ตรงพบว่า ยังมีอีกวิธีที่สามารถช่วยรักษาอาการเทคโนโลยีซินโดรมได้ เรียกว่า การประคบเย็น ซึ่งการประคบเย็นอาจนำผ้าไปแช่ในตู้เย็น หรือชุบในน้ำเย็น วางทาบโดยไม่ต้องกด ขยี้หรือคลึงแต่อย่างใด โดยการวางผ้านั้นให้วางตั้งแต่ขมับซ้ายมาขมับขวา ทาบทับหน้าผากตาและจมูกวางจนกว่าผ้าจะหมด

หลังจากนั้นก็ให้นำผ้ามาชุบน้ำเย็นต่อ ซึ่งต้องทำติดต่อกันประมาณ 20 นาที และทำวันละ 2 ครั้ง จะช่วยให้อาการดีขึ้น  La La Le Le Le Le Li Li Li Li Li Li Li Li Li Li Li Li Li Li Li Li Li Li Li Li Li Li Li Li Li Lo Lu Lu Lu Lu Lu Ma Ma Ma Ma Ma Ma Ma Ma Ma Ma Ma Ma Ma Ma Ma Ma Ma Me Me Me Me Me Me Me Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi  หรือแม้แต่คนที่ทำงานหลังเที่ยงเมื่อกินอาหารเสร็จก็มาทำประคบเย็นจะดีที่สุด และวิธีประคบเย็นนั้นผู้ที่ไม่เป็นเทคโนโลยีซินโดรม แต่ใช้คอมพิวเตอร์บ่อยก็สามารถทำได้" นพ.ฐาปนวงศ์กล่าว

ในบางคนจะรู้สึกกระวนกระวาย หากต้องห่างจากโทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟนเครื่องโปรด ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพจิตในบางรายกลายเป็นความเครียด เพราะแค่ไม่ใช้โทรศัพท์เพียงไม่กี่นาทีก็อาจเกิดภาวะหงุดหงิดได้ หรือหันมาทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน เช่น การออกกำลังกาย การฟังเพลง ดูหนัง หรือการไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจกับครอบครัวหรือเพื่อน

อย่าลืมว่า...การมีปฏิสัมพันธ์กันด้วยวิธีพูดคุย มองหน้า ย่อมดีกว่าจ้องแต่โทรศัพท์มือถือ

อาหาร 10 อย่างควรห่างปาก

แนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพตามศาสตร์แพทย์แผนจีน โดย น.พ. ภาสกิจ (วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์แผนจีน

อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกินไป

1. ไข่เยี่ยวม้า มีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลง กินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และสมองเสื่อม เป็นหมัน

2. ปาท่องโก๋ กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อน ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป ยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย

3. เนื้อย่าง กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

4. ผักดอง ทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง Tu Tu Ni Ra Un No Ra No So Bu Va St Le Le Re Bl Ka So Bi Un Bi Bi Ni No Yo Te Vo Pe Ni Ro Dl Bi Bi Zo Bi Bl Sa Mi Wr Wr Wr Th Bu No Ti Bu Us Sw Mi Th Th He C Ra Ra C2 Pe Na Ze To Li Ze Fl St To Le Me Th Bu Kl Sc Go He Sa   ทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูง และโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิดสารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

5. ตับหมู มีคอเลสเตอรอลสูง การกินมากเกินจะทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง (อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น

6. ผักขม ปวยเล้ง มีสารอาหารสูงแต่มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสี และแคลเซียมออกจากร่างกายมากอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม หรือสังกะสีได้

7. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีสารกันบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหาร และการสะสมสารพิษได้

8. เมล็ดทานตะวัน มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง การกินมากหรือบ่อยเกินอาจทำให้กระบวนการเคมี (metabolism) ในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ เสี่ยงต่อโรคตับแข็ง

9. เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้ กระบวนการหมักเต้าหู้อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย... ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้สูงอายุ หรือเด็กเล็กได้  Pe Kl Ni Ke Pi Pi Pi Ze Li Pe Jo On On Zo St Te Jo Tu Mi Mi Mi Mi Mi Ru Ip To So Va Vo Li We Ma Ar Pe Pe Bu On Qu Pe Um Um Mo Sp Ja Sp Dk To Tu Ha La Se St He We Tu Dl Dl St Te El Ha Ro Ha Ro Ze Ha Mi Qu Pe Tu Ni To Pe Ni We Ru  นอกจากนี้ยังทำให้เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย

10. ผงชูรส คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินวันละ 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา การกินผงชูรสมากเกิน หรือบ่อยเกินทำให้เกิดภาวะกรดกลูตามิกในเลือดสูง อาจทำให้ปวดหัว ใจสั่น คลื่นไส้ และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์

น้ำอัดลมตัวปัญหาอารมณ์ก้าวร้าวเด็ก

เด็กก้าวร้าวเกิดจากอะไร นักวิจัยจากสหรัฐคิดว่าพวกเขาพอจะรู้สาเหตุแล้ว อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นข้อมูลที่ช่วยให้คุณพ่อแม่ผู้ปกครองนำไปป้องกันหรือแก้ไขได้ นั่นก็คือ น้ำอัดลมที่เด็กๆ ส่วนใหญ่โปรดปรานนั่นเอง

ผลวิจัยที่ออกมาน่าตกใจว่า แม้แต่เด็กอายุแค่ 5 ขวบ หากดื่มน้ำหวานอัดลมมากๆ ก็สามารถเป็นเด็กก้าวร้าว ชอบใช้ความรุนแรง ทำลายข้าวของ สนใจแต่ตัวเอง และวอกแวก ยิ่งแต่ละวันเด็กได้ดื่มน้ำอัดลมมากเท่าใด นิสัยก็ยิ่งเลวร้ายลงเท่านั้น ไม่ว่าเด็กหญิงหรือเด็กชายก็เป็นเหมือนกัน เช่นเด็กที่ดื่มถึงวันละ 4 กระป๋องจะมีโอกาสใช้ความรุนแรงมากขึ้นกว่า 2 เท่า

ส่วนประกอบสำคัญของน้ำอัดลมก็คือ 'น้ำตาล' ที่เชื่อมโยงถึงการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และสมาธิ ผลศึกษาพบว่า เครื่องดื่มน้ำดำ 1 กระป๋อง มีปริมาณน้ำตาลถึงเกือบ 9 ช้อนชา นอกจากน้ำตาลแล้ว ส่วนประกอบสำคัญของน้ำอัดลมหลายประเภทยังมีกาเฟอีน ที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็กได้เช่นกัน

อย่างไรก็ดี นี่คืองานวิจัยที่ใช้การเก็บรวบรวมข้อมูล หาใช่การทดลองทางวิทยาศาสตร์ ผลสรุปที่คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในนครนิวยอร์กได้มาจากการสอบถามพ่อแม่ของเด็กชายและหญิง 3,000 คน อายุไม่เกิน 5 ขวบ ว่าเด็กๆ ได้ดื่มน้ำอัดลมบ่อยแค่ไหน และให้พ่อแม่กรอกคำตอบเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกๆ ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ผลที่ได้ซึ่งนำมาเผยแพร่ทางวารสารกุมารเวชศาสตร์พบด้วยว่า เด็กเกือบครึ่งหนึ่งได้ดื่มน้ำอัดลมอย่างน้อยวันละ 1 กระป๋อง และเด็ก 1 คนใน 25 คนได้ดื่ม 4 กระป๋องขึ้นไป

แม้งานวิจัยชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษา "ครอบครัวเปราะบาง" ที่เสี่ยงต่อการหย่าร้างและมีฐานะยากจนกว่าครอบครัวทั่วไป Hu Hu Hu Hu Hu Hu Hu Hu Hu Hu Hu Hu Ic Ig Ig Ig Ig Ig Ig Il Il Ip Ip Ip Ip Ir Is Is Is Iv Iv Iv Iv Iv Ja Ja Ja Ja Ja Ja Ja Ja Je Jo Jo Jo Jo Jo Jo Jo Jo Jo Jo Jo Jo Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju  แต่ ชากีรา ซูเกลีย นักวิจัยอ้างว่า แม้เธอจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าน้ำอัดลมทำให้เด็กชอบใช้ความรุนแรง

แต่ความเชื่อมโยงระหว่างความก้าวร้าวกับการดื่มน้ำอัดลมมี "ความสม่ำเสมอและหนักแน่น" ถึงแม้จะนำปัจจัยอื่นๆ เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจสังคม, ความรุนแรงภายในบ้าน, สุขภาพจิตของผู้เป็นแม่ มาร่วมพิจารณาด้วย

นักวิจัยรายนี้แนะนำว่า การจำกัดปริมาณน้ำโคลา น้ำหวาน และเครื่องดื่มอัดลม หรือกระทั่งการห้ามดื่มไปเลย อาจจะช่วยปรับปรุงพฤติกรรมของเด็กไม่ให้ก้าวร้าวได้

งานวิจัยของคณะนี้เป็นงานชิ้นแรกที่ศึกษาผลกระทบของน้ำอัดลมต่อเด็กวัยเล็กขนาดนี้ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีงานวิจัยถึงผลเสียของเครื่องดื่มรสหวานมาแล้วมากมาย Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju Ju K Ka Ka Ka Ka Ka Ka Ka Ka Ka Ka Ka Ka Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ke Ki Ki Ki Ki Ki Ki Ki Ki K K K La La La  กลุ่มรณรงค์ด้านอาหารและสุขภาพชื่อว่า "Sustain" ในอังกฤษที่สนับสนุนการเก็บภาษีเครื่องดื่มรสหวานทั้งหลายกล่าวว่าผลศึกษานี้เพิ่มเติมหลักฐานที่มากล้นอยู่แล้วว่า เครื่องดื่มรสหวานทำลายสุขภาพและสวัสดิภาพของเด็กจากโรคอ้วน ฟันผุ และพฤติกรรมแย่ๆ

ซาราห์ เชงเคอร์ จากสมาคมกำหนดอาหาร เพื่อสุขภาพในอังกฤษ กล่าวว่า เครื่องดื่มอัดลมแทบไม่มีคุณประโยชน์ทางโภชนาการเลย การดื่มเครื่องดื่มพวกนี้ตั้งแต่อายุแค่ 5 ขวบ อาจทำให้เด็กมีแนวโน้มเป็นคนติดอาหารฟาสต์ฟู้ดและอาหารแปรรูปไปตลอดชีวิต พ่อแม่ควรให้เด็กดื่มนมหรือน้ำเปล่า ส่วนน้ำผลไม้ก็ดื่มได้เช่นกันแต่ในปริมาณน้อย

ด้านอุตสาหกรรมอาหารมีปฏิกิริยาตอบโต้ผลการศึกษาชิ้นนี้ว่า ไม่ได้พิสูจน์ว่าน้ำอัดลมเป็นสาเหตุของปัญหาสักหน่อย แต่เป็นโภชนาการที่ไม่ดีและการขาดการออกกำลังกายต่างหาก นักวิชาการชี้แนะว่าพ่อแม่ควรเอาใจใส่ดูแลลูกๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กทานอาหารและออกกำลังกายอย่างสมดุลกัน