Tuesday, June 30, 2015

มะเร็งปากมดลูก พบมากในวัยทำงาน

มะเร็งปากมดลูก พบมากในผู้หญิงไทยเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม แต่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในผู้หญิงไทยมากเป็นอันดับ 1 ในแต่ละปีมีผู้หญิงไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกประมาณ 5,200 คน หรือเฉลี่ยวันละ 14 คน  ทั้ง ๆ ที่มะเร็งปากมดลูกนั้นเป็นมะเร็งที่ป้องกันได้

รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาสูตินารีเวชและโรคมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี ประจำโรงพยาบาลจุฬา เล่าว่า สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ( HPV ) จากการมีเพศสัมพันธ์ ผู้หญิงกว่าร้อยละ 50-80 เคยติดเชื้อนี้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต แต่ร้อยละ 90 ของการติดเชื้อนั้น ร่างกายสามารถกำจัดเองได้ด้วยระบบภูมิคุ้มกัน มีเพียงร้อยละ 10 ที่จะกลายเป็นการติดเชื้อแบบฝังแน่น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเซลล์บริเวณปากมดลูกไปเป็นมะเร็งในที่สุด โดยระยะเวลาตั้งแต่เริ่มติดเชื้อเอชพีวีจนกระทั่งเป็นมะเร็งนั้น กินเวลานาน 5-10 ปี ในระยะนี้จะไม่พบความผิดปกติใด ๆ จนกว่าเซลล์กลายเป็นมะเร็งลุกลาม ซึ่งความผิดปกติก่อนเป็นมะเร็งสามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจคัดกรอง ดังนั้น หากตรวจพบก่อนจะรักษาได้ง่าย หายขาด ค่าใช้จ่ายน้อย

แนวทางใหม่ในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก คือ การตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี ที่เป็นตัวก่อการ โดยอาศัยหลักการว่า  “ถ้าไม่มีเชื้อไวรัสเอชพีวี จะไม่เป็นมะเร็งปากมดลูก” (no HPV, no cervical cancer) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีความไวสูง ถ้าตรวจไม่พบเชื้อเอชพีวีจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกน้อยมาก และสามารถเว้นระยะห่างของการตรวจได้นาน 3-5 ปี นอกจากนั้น ถ้ามีความผิดปกติในระยะก่อนมะเร็ง การตรวจมักจะให้ผลบวก เพราะการตรวจมีความไวในการตรวจหารอยโรคก่อนเป็นมะเร็งสูงถึงร้อยละ 95-100

สำหรับวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งนั้น มีอยู่หลายวิธี เช่น แป๊บสเมียร์ (Pap smear) แม้จะเป็นที่ยอมรับและมีประสิทธิภาพ แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ยังไม่กล้าตรวจ ด้วยเหตุผล 3 ประการหลัก ได้แก่ เขินอาย, เจ็บ, และไม่มีเวลา

อ.พญ.ชินา โอฬารรัตนพันธุ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาสูตินารีเวชและโรคมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี ประจำโรงพยาบาลจุฬา เผยว่า Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Be Bi Bi Bi Bi Bi  ล่าสุดมีนวัตกรรมใหม่ในการตรวจคัดกรองมะเร็งเบื้องต้นซึ่งสามารถตรวจได้ด้วยตนเอง เรียกว่า แปรงอีวาลิน มีลักษณะขนแปรงนุ่มเหมือนกับแปรงที่แพทย์ใช้ทั่วไป ซึ่งในประเทศเนเธอร์แลนด์มีการใช้อย่างกว้างขวางและเป็นที่ยอมรับถึงร้อยละ 90

ส่วนแนวทางป้องกันมะเร็งปากมดลูก รศ.นพ.วิชัย แนะ 3 วิธีปฏิบัติ คือ ลดพฤติกรรมเสี่ยง, พบแพทย์ตรวจคัดกรองมะเร็ง และฉีดวัคซีนป้องกัน

เคล็ด (ไม่) ลับ เสริมสร้างความภูมิใจให้ลูก

เมื่อต้องรับบทบาทพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง นอกจากการเลี้ยงดูที่เหมาะสมแล้ว การเสริมสร้างความภูมิใจให้ลูกหลานก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อย

อาจารย์ พ.ญ.สิรินัดดา ปัญญาภาส ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เล่าว่า ความภูมิใจในตนเอง (Selfesteem) เป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต และเป็นสิ่งที่ต้องค่อยๆ สร้างตั้งแต่เด็กๆ เด็กที่มีความภูมิใจในตนเอง จะเป็นเด็กที่มีความมั่นใจสามารถแก้ปัญหา มีความอดทนต่อความกดดันและข้อขัดแย้งได้ดี และเป็นคนมองโลกในแง่ดี

ความภูมิใจในตนเองนั้น จะต้องเริ่มตั้งแต่อายุขวบปีแรก เด็กจะเริ่มสะสมความรู้สึกว่า "ตัวเองทำได้" หลังจากที่พยายามมาหลายครั้งจนประสบความสำเร็จ และสอนตัวเองว่า "เราทำได้ ถ้าเราพยายาม"

ส่วนบทบาทของพ่อแม่และผู้ปกครอง ที่จะช่วยเสริมสร้างความภูมิใจ ลองทำตามดังนี้


1. เริ่มตั้งแต่แรกเกิด โดยเฉพาะในช่วงขวบปีแรก พ่อแม่ควรให้เวลา ความรัก ความอบอุ่น ความใกล้ชิดผูกพัน เช่น ให้นมเมื่อเด็กหิว ปลอบเมื่อเด็กหงุดหงิดไม่สบายตัว เล่นด้วยเมื่อเด็กต้องการ เหล่านี้ช่วยให้เด็กรู้สึกดีกับตนเองที่ได้รับการตอบสนองหรือรับความรักจากคนอื่น

2. วัย 1-3 ขวบ เด็กเริ่มฝึกฝนและต้องการทำบางอย่างด้วยตัวเอง พ่อแม่ควรให้โอกาสเด็กได้ลงมือทำเอง เพราะเมื่อเขาทำสำเร็จ เขาจะเกิดความมั่นใจ ภูมิใจในตัวเองและมองตัวเองเป็นคนที่มีความสามารถ

3. วัยอนุบาลและวัยเรียน พ่อแม่ควรมอบหมายงานง่ายๆ ที่เหมาะกับวัยให้เด็กทำด้วยตัวเอง หรือให้เด็กมีกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น จิตอาสาแบ่งปัน ทำงานร่วมกับผู้อื่น

4. การสื่อสารและบรรยากาศที่ดีในครอบครัวสำคัญสำหรับเด็กทุกวัย พ่อแม่ควรแสดงท่าทีหรือให้คำชื่นชมอย่างพอประมาณเมื่อเด็กทำสิ่งที่ดี Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi Bi  หากเด็กทำสิ่งที่ไม่ดี ควรชี้แนะและให้กำลังใจอย่างสร้างสรรค์ ควรหลีกเลี่ยงการตำหนิต่อว่าเด็กซ้ำๆ เพราะจะทำให้เขามองตัวเองไม่ดีจนขาดแรงจูงใจ หากเป็นเช่นนั้นควรแก้ไขความรู้สึก ความเข้าใจที่ผิดๆ ของเด็กด้วย

5. การเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก ในขณะที่พ่อแม่ชื่นชม เห็นข้อดีของเด็กหรือของผู้อื่นนั้น เด็กจะค่อยๆ เรียนรู้ ซึมซับ การมองคุณค่าของผู้อื่นไปด้วย

ในทางกลับกัน เด็กที่ขาดความมั่นใจและความภูมิใจในตนเอง มักจะเป็นคนวิตกกังวล เกิดความเครียดต่อปัญหาต่างๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ เด็กเหล่านี้มักมีความคิดเกี่ยวกับตัวเองว่า "เราเป็นคนไม่เก่ง" หรือ "เราไม่เคยทำอะไรถูกเลย" ทำให้กลายเป็นเด็กเงียบๆ ไม่ค่อยมีเพื่อนฝูง หรืออาจถึงขั้นเก็บกดได้

สำหรับเด็กบางกลุ่มจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพื่อให้เติบโตทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ถ้าเกินความสามารถของผู้ปกครอง ก็ควรพาเด็กไปพบจิตแพทย์เด็ก โดยแพทย์จะซักประวัติเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อดูว่าเด็กคิดอย่างไร และอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาขาดความภูมิใจในตนเอง จิตแพทย์จะร่วมกันกับครอบครัวเพื่อหาทางแก้ไขที่เหมาะสม ให้เด็กมองโลกในแง่ดีตามความเป็นจริง เข้าใจตัวเอง รักและภูมิใจในตัวเองมากขึ้น

No comments:

Post a Comment