Tuesday, June 30, 2015

เบาหวานลงไต ป้องกันรักษาได้

ในประเทศไทย มีคนป่วยเป็นโรคเบาหวานประมาณร้อยละ 9.6 ของประชากรผู้ใหญ่ เฉลี่ยอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป เป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศไทย เนื่องจากทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะเฉียบพลัน และระยะเรื้อรัง ที่ก่อให้เกิดอัตราเจ็บป่วยและอัตราเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น โดยผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 95 พบเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 คือโรคไตจากเบาหวาน

ศ.เกียรติคุณ แพทย์หญิงวรรณี นิธิยานันท์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้ความรู้ว่า โรคไตจากเบาหวาน หรือ “เบาหวานลงไต” เป็นภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังในผู้ป่วยเบาหวานที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ คือ 1. มีภาวะโปรตีนชนิดอัลบูมินรั่วออกมาในปัสสาวะ ซึ่งในระยะแรกมีปริมาณเล็กน้อย และต่อมาปริมาณมากขึ้น 2. มีความดันโลหิตสูง และ 3. การทำงานของไต ในระยะแรกจะปกติ ต่อมาจะเริ่มเสื่อม และเสื่อมมากขึ้นจนเกิดโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายในที่สุด

“ส่วนของปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตจากเบาหวาน ได้แก่ ประกอบไปด้วย 1. ระยะเวลาของการเป็นเบาหวานมานาน 2. มีประวัติครอบครัวของโรคไตจากเบาหวาน หรือไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย หรือความดันโลหิตสูง 3. การควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี 4. การควบคุมระดับความดันโลหิตสูงได้ไม่ดี 5. ภาวะไขมันในเลือดสูง 6. มีโปรตีนชนิดอัลบูมินรั่วออกทางปัสสาวะมากกว่าปกติ 7. การสูบบุหรี่” ศ.เกียรติคุณ แพทย์หญิงวรรณี กล่าว

ขณะที่แนวทางการป้องกันและการรักษาโรคไตจากเบาหวานนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แนะนำไว้ดังต่อไปนี้

1. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับดี

2. ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งในข้อนี้ มีการแนะนำเกี่ยวกับกลุ่มของยาลดความดันโลหิตที่สามารถเลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่ง หรือใช้ร่วมกัน หากไม่มีข้อห้าม และควรมีการปรึกษาแพทย์

3. ผู้ป่วยเบาหวานที่มีอัลบูมินในปัสสาวะ และ/หรือมีภาวะความดันโลหิตสูงต้องได้รับการรักษา ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท เพื่อช่วยชะลอการเสื่อมของไต

4. ควรให้รับคำแนะนำและการรักษาปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างเหมาะสม Bu Te Nu Tr St Mo Ka Tu Li Se Bu Pe Pe Ha Ig Cr Mi Ze Sk Ho La Qu Za Ra On Li Mi Ka Te Te Te Fl Un Vo Ni Mi Ro Qu Tw Ar Pr Ro Ro Ro Ro Ni Ro Za Bu Sp Ro Ro Mi Te Un Bu Ro Ni T2 St On Jo Pi No Pi El Tu Tu 4 Sa Tr On   ได้แก่ การควบคุมระดับไขมันในเลือด การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และงดสูบบุหรี่

5. ควรได้รับการดูแลรักษาเช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เช่น จำกัดปริมาณโปรตีนในอาหารให้เหมาะสม

กดจุด หยุดปวด

การกดจุด เป็นการบรรเทาอาการปวดที่ไม่ต้องกินยา แต่ใช้การกดกล้ามเนื้อเฉพาะจุด เป็นศาสตร์ของแพทย์ทางเลือกสำหรับผู้ป่วยอีกแขนงหนึ่ง

อาจารย์ น.พ.ชนินทร์ ลีวานันท์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เล่าว่า การกดจุด เป็นศาสตร์ของการแพทย์แผนปัจจุบัน แผนไทย และการแพทย์แผนจีน ที่นำมาประยุกต์สำหรับใช้ลดอาการปวด โดยใช้นิ้วโป้ง หรือนิ้วชี้ กดลงบนร่างกายตามจุดต่างๆ

สิ่งสำคัญของการกดจุด เพื่อให้พังผืดที่มีการเกาะรั้งในตำแหน่งของมัดกล้ามเนื้อข้างๆ ให้มีการคลายตัว การกดค้างไว้สักครู่แล้วปล่อยนิ้ว จะทำให้จุดที่กดขาดเลือดชั่วคราว แต่เมื่อปล่อยนิ้วเลือดจะวิ่งกลับมามากขึ้น

ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบริเวณที่กด เมื่อกล้ามเนื้อมีเลือดมาเลี้ยงมากขึ้น ก็จะช่วยลดอาการปวดจากการขาดเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณนั้นๆ

แต่ในกรณีที่เมื่อกดไปแล้วกล้ามเนื้อยังเกร็งอยู่ On Pe Ho On No Ri No Un Lu Bu La Mi Fl So Ni Fl Bi Pe Ma He So Hu Bu Pe Te Sp Mo El Vi Ra Jo No Me Ca Ka So Va Zo Lu Le Ro Un Un Bi Fi Mi Vo Vo Bl Te Ni Ni Ni Ro Ro Ro Vo Pe Pe Pe Bi Bi Ro Bl Us Me No Ug Me Us No Us Ni Ha No Ti Th Th  อาจพบในคนไข้ที่กินยาแก้ปวดมานานเป็นเวลา 8-10 ปี จึงทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวได้ยาก กรณีเช่นนี้จะต้องใช้เวลาในการกดจุดนานกว่าคนไข้ที่เพิ่งเป็น 2-3 ปี

การกดจุดโดยทั่วไป จะเป็นการกดที่จุดปวดกล้ามเนื้อบริเวณที่เป็นพังผืด เช่น ที่คอ หลัง สะโพก หรือเป็นการกดจุดตามสัญญาณแพทย์แผนไทย เช่น สัญญาณไหล่ สัญญาณหลัง และยังกดตามจุดฝังเข็มได้ โดยเฉพาะที่บริเวณแนวขนานกระดูกสันหลังระดับคอและเอว

ข้อห้ามของการกดจุด คือ ตำแหน่งที่เป็นมะเร็ง เพราะอาจเกิดการกระจายของเซลล์มะเร็ง ผู้ที่มีการติดเชื้อ เช่น เป็นฝี หนอง เซลล์อักเสบติดเชื้อ เช่น ทางเดินน้ำเหลืองอักเสบ ข้ออักเสบ หรือบริเวณที่เพิ่งมีการบาดเจ็บ หรือเลือดออกที่ยังหายไม่สนิท

ผลการรักษา ขึ้นอยู่กับอาการปวดของคนไข้แต่ละราย ส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้น 80% ส่วนอีก 20% ขึ้นอยู่กับการดูแลตนเองของคนไข้ โดยหลังการรักษา แพทย์จะแนะนำท่าสำหรับฝึกให้ผู้ป่วย เพื่อช่วยลดการหดตัวของกล้ามเนื้อครับ

ท้ายนี้ ขอฝากท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยลดการหดตัวของกล้ามเนื้อและเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย

อาจเริ่มที่การปรับพฤติกรรมต่างๆ เช่น การนั่งทำงานนานๆ ควรมีการพักเพื่อยืดกล้ามเนื้อทุกๆ 1 ชั่วโมง ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การหมุนแขนเบาๆ หรือจะเป็นท่าหันหน้าซ้ายให้สุด จากนั้นสลับเป็นด้านขวา รวมทั้งเอามือขวาสัมผัสศีรษะด้านซ้าย ดึงศีรษะไปด้านขวา ทำสลับกัน

โดยการทำทุกท่าจะต้องไม่ฝืน ถ้ารู้สึกตึงก็ปล่อยกลับสู่สภาพปกติ ซึ่งวิธีการบริหารกล้ามเนื้อนี้สามารถทำได้ทุกคน

No comments:

Post a Comment