Tuesday, June 30, 2015

การบำบัดด้วยการรับรู้และพฤติกรรม

“เวลาคนเราคิดว่าเป็นบ้า...เป็นประสาทคนทั่วไปอาจแยกกันไม่ออก ไม่เหมือนกับคนที่วิตกกังวล และกับคนที่เซ็งๆ...เศร้าๆ ซึ่งอาการ เซ็งกับเศร้า กับวิตก...ก็ต่างกันนะ”

นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ M.D., MRCPsych, Child & Adolescent Mental Health Service, Colchester, United Kingdom บอกว่า ฉะนั้นในปัญหาทางจิตเวช เวลาเราไปหาจิตแพทย์เมื่อไหร่เราจะไป ก็คือเวลาที่กังวล ห่วงวิตกเรื่องโน้น เรื่องนี้ ซึ่งก็มีในมนุษย์เส้นแบ่งที่ว่าเมื่อไหร่...อันนี้ไม่มีใครตอบได้ 100% ไม่มีใครมาชี้ให้เราหรอก จุดที่ชี้ก็คือว่า เอ๊ะ...เมื่อคนรอบๆข้างเรา หรือตัวเราเองเห็นว่าเราทำงานไม่ได้ และเมื่อเราไม่เป็นสุข

“เหมือนเวลาปวดฟันก็ต้องไปพบหมอฟัน...อีกอันหนึ่งก็คือปวดฟันจนกินอะไรไม่ได้แล้ว หมายถึงว่า ฟันทำหน้าที่อะไรไม่ได้...สภาวะทางจิตก็เหมือนกัน เพราะมันทุกข์มาก และ...หรือ อันใดก็ได้ และ...หรือเราทำงานไม่ได้แล้ว เราทำหน้าที่เราไม่ได้ อันนั้นคือธงบอกว่า คุณต้องการการบำบัด”

ทุกข์ขนาดไหน...ถึงจะต้องไปบำบัด โดยเฉพาะการบำบัดด้วยวิธี...“CBT (Cognitive Behavior Therapy)” แปลเป็นไทยว่า “การบำบัดด้วยการรับรู้และพฤติกรรม

คุณหมอธีระเกียรติ บอกว่า ทุกคนมีความเชื่อมีทฤษฎีอยู่ในหัว เมื่อเดินมาหาจิตแพทย์ จิตแพทย์ก็ไม่รู้หรอกว่าคุณเชื่ออะไรแล้ววิธีไหนจะได้ผล แล้วถ้าคนไข้เดินเข้ามาร้อยคน...จิตแพทย์ไม่ต้องไปนั่งหาความเชื่อของทุกคนหรือว่าความเชื่อแบบไหนคุณถึงพ้นทุกข์ ไม่ต่างกันเหมือนเดินเข้าไปหาหมอ เราปวดฟัน...โรคเดียวแต่หมอฟันใช้วิธีร้อยแปดในการแก้ปัญหาอาการปวดฟัน ถามว่า คุณยังอยากไปหาหมอฟันคนนั้นไหม

จิตแพทย์ไม่ใช่แค่คนที่พูดแล้วทำให้คนฟังสบายใจ “CBT”...จึงเป็นวิธีการมาตรฐานใช้ได้กับทุกคน โดยเฉพาะดูแลบำบัดทางด้านวิตกกังวล ซึมเศร้า กระนั้นปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือมาตรฐานที่ว่าในวงการแพทย์ดันกลายเป็นอีกความเชื่อหนึ่ง

ทีนี้...วิธีการเดียวที่จะเป็นมาตรฐานมีว่า “เราเชื่ออะไรไม่สำคัญ สุดท้ายว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดว่าสิ่งที่เราเชื่อได้รับการทดสอบแล้วว่าได้ผล”

“มนุษย์เรานักทฤษฎีทุกคน ถ้าเขาใช้ส่วนตัวก็โอเค Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi  แต่ถ้าเขาเป็นหมอแล้วไปเที่ยวบำบัดคนอื่นก็ต้องทดสอบ ต้องมีการวิจัยว่าสิ่งที่เชื่อได้ผลในคน ส่วนใหญ่จริงหรือเปล่า ได้ผลมากกว่าความบังเอิญหรือเปล่า

บางทีเดินเข้ามาหาจิตแพทย์แล้วก็ซี้ซั้วพูดอะไรไปแล้วคุณก็หายโอ้โห... อาจารย์ก็ดังเลย เจอหมอสวยหน่อย...เห็นหมอสวยๆ ก็หายแล้วอะไรอย่างนี้ อย่างนั้นไม่ได้รับการทดสอบ”

การบำบัดวิธี “CBT” คือกระบวนการที่เราไม่ได้อิงทฤษฎีอะไรมากเลย เราแค่จะพูดกับผู้ที่มาบำบัด ช่วยกันตรวจสอบว่าคุณคิดอย่างนี้...

มันถึงได้ผลอย่างนี้ใช่ไหม แล้วถ้าเขาไปทดลองดู เขาเปลี่ยนวิธีคิดของเขาใหม่ แล้วเขากลับมารายงานกับหมอหรือผู้บำบัด เออจริงด้วย...ก็แค่นั้น

“กระบวนการนี้ถ้าเกิดขึ้นในห้องยิ่งดีเลยในช่วงบำบัด แล้วหมอชี้ให้เห็นว่าคุณคิดไม่ผิดทางนี่หน่า อย่างผู้หญิงคนหนึ่งเซ็งมากสามีโทรศัพท์มาบอกว่า วันนี้ไม่กลับมาบ้านกินข้าว คุณว่าเกิดจากอะไร...ถ้าไปหากลุ่มคนที่มีความเชื่ออื่นก็อาจมีหลายคำตอบหลายทฤษฎีแต่

ถ้ามาหาจิตแพทย์ จะต้องมีวิธีการที่ได้มาตรฐาน ทดสอบได้ หมายถึงทดสอบระดับกลุ่มด้วยนะว่า คนกลุ่มใหญ่ที่มาหาให้วิธีนี้ดีกว่าคนกลุ่มที่ไม่ได้มา หมายความว่าทั้งระดับกลุ่ม ระดับบุคคลจิตแพทย์จะใช้หลักการเดียวกัน”

คราวนี้เวลาที่คุยกันไปคุยกันมา หมออาจจะเอ๊ะ...ทำไมคุณไม่ได้มองอันนี้ เอ๊ะ...หมองงว่าทำไม เอ๊ะ...คุณคิดอะไรอยู่ก่อนที่จะเซ็ง ปรากฏว่าถามไปถามมา...ผู้หญิงคนนี้มีความคิดแวบออกมา

“อย่าลืมว่าความคิดที่นำพาไปสู่ความทุกข์มันอาจจะเร็วมากเลยนะหรือ...มันซ่อนอยู่ลึกมาก ซึ่งเขาอาจมองไม่เห็นตัวเอง หลอกตัวเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจหลอก แต่เขามองไม่เห็น ซึ่งคนอื่นเห็น ไม่ต่างกับที่ว่า...ผมเห็นจมูก ตาคุณแต่คุณมองไม่เห็น...ข้อมูลปัญหาจะปรากฏที่จิตแพทย์”

“CBT” เป็นวิธีการบำบัดลักษณะ “เราไปด้วยกัน” มีหลักอันเดียว ก็คือ เราสำรวจว่ามีความคิดส่วนลึกที่มองไม่เห็นหรือว่าที่คุณไม่ได้มองอันนี้มาก่อน แล้วพอชี้ให้เขาเห็นด้วยกัน อ้อ...คนไข้ก็สบาย

 “แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันเวิร์กจริงหรือเปล่า กลับไปบ้านหมอจะมีการบ้านไปทดลองด้วยนะครับ อย่างเช่น กลัวหมา เป็นคนกลัวมาก...กลัวแมงมุมฝรั่งกลัวมาก กลัวที่สูง ถ้ามาหาเรา ก็มีวิธีการที่เป็นมาตรฐานว่าคุณต้องทำอย่างนี้ถึงจะดีนะครับ แต่ว่าถ้าวิธีการที่ชาวบ้านเขาก็อาจจะแนะนำอะไรก็ได้สุ่มสี่สุ่มห้าไป บางเรื่องก็ตรงกับวิธีการมาตรฐาน อย่างไปเจอของกลัวให้เข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆก็จะหาย แต่แบบนี้หมอเอามาผูกอ้างไม่ได้”

“จิตแพทย์อ้างไม่ได้ว่าผมรู้จิตใจมากกว่าคุณเอง โทษทีนะ...ใจมึง ใจกูมันก็ใจเดียวกัน แต่กูไม่รู้ใจมึงเท่าไหร่หรอก เห็นไหม เรามาด้วยการเอาสองใจมานั่งดูด้วยกันว่าทำไมคุณคิดแบบนี้”

ต้องย้ำว่าวิธีการบำบัดด้วย “CBT” มีหลักง่ายๆก็คือเราไปด้วยกัน ทำไมถึงเรียกว่า “การรับรู้”...การรับรู้ในที่นี้คือความคิดในระดับต่างๆ ทำไมถึงเรียกว่า “พฤติกรรม”...ก็หมายถึงว่าพอเราชี้ไปด้วยกัน ว่าเห็นว่าการรับรู้คุณอาจจะผิดนะ จริงรึเปล่า...ลองไปทดลองดู อันนั้นคือภาคพฤติกรรม ภาคปฏิบัติ

เพราะฉะนั้นสองอย่าง “การรับรู้”...กับ “พฤติกรรม”...ก็เลยเรียกว่า “CBT”

ศาสตราจารย์นายแพทย์ แอรอน ที. เบ็ค เป็นผู้เริ่มต้นวิธีการ “CBT” ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลเมื่อปีที่แล้ว...เป็นคนช่วยคนที่ซึมเศร้าแล้วได้รับรางวัล แล้วก็ช่วยคนที่ฆ่าตัวตาย ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่อายุ 90 กว่าแล้ว...นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ กับ ผศ.พญ.ศุภรา เชาว์ปรีชา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เป็นคนไทยที่ผ่านการอบรมจากสถาบันนี้...

ใครที่สนใจ อาจติดต่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้กับคุณหมอศุภรา โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ พุ่งเป้าไปที่การรับรู้ ทีนี้เราจะรู้ได้ยังไงว่าคนคนนี้ทำวิธีการนี้อยู่ Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi Mi  ในฐานะชาวบ้าน ถ้าคุณไปเจอหมอบอกคุณว่าการรับรู้คุณผิด แสดงว่า...คุณหมอไม่ได้ทำวิธีนี้ เพราะ “CBT” จะชี้ให้เห็นว่าการรับรู้ของคุณถ้าไม่ถูก คุณต้องเจอด้วยตัวเองไม่ได้เป็นแบบเข็มทิศชีวิต วิธีการ “CBT”...ไม่มีเข็มทิศอะไรให้คุณทั้งนั้น

ถ้ามีก็เข็มทิศคุณกับเข็มทิศจิตแพทย์ ก็ไม่ค่อยตรงกันเท่าไหร่หรอก ทำไม คุณต้องคิดว่าจิตแพทย์มีเข็มทิศที่ดีกว่า...ไม่มีหรอก ขอใช้คำว่า “โทษทีนะ...กูก็ทุกข์เท่ามึง ไม่อย่างนั้นกูไม่มาทำมาหากินอยู่อย่างนี้ เข้าใจไหม”

จิตแพทย์รู้เรื่องโรคจิต แต่เราไม่รู้ว่าชีวิตจริงๆควรจะดำเนินยังไงไม่ให้มันทุกข์ วิธีการ “CBT” เป็นการช่วยกันตรวจสอบความคิด ไปทดลองดูแล้วหมอก็เช็กกับคนไข้ตลอดซึ่งเป็นหัวใจของการรักษา...“ที่หมอพูด...เราเจอกันวันนี้มันใช่ไหม ฟังดูเข้าท่าไหม...อยากจะไปทดลองไหม ไหนเล่าให้ฟังสิว่าได้ไปเรียนอะไรบ้าง...”

ฉะนั้นกระบวนการนี้ ในขั้นแรกผู้ที่เข้ารับการบำบัดต้องไว้ใจผู้รักษาตั้งแต่เริ่มต้นในลักษณะความเป็นเพื่อน...ต้องไว้ใจว่าหมอเป็นเพื่อนเราจริงๆ ต้องช่วยเราตรวจสอบจริง อีกคนหนึ่งต้องคล้ายๆว่า...เป็นไปด้วยกันจริงๆมากกว่าที่จะคุณหมอบอกอะไรมาก็ได้เดี๋ยวจะทำตาม

“ความจริงแนวคิดไม่ได้ยาก แต่ภาคที่เอาไปปฏิบัติ ที่กว่าจะให้คนคนหนึ่งทำแบบนี้เป็น ที่ทำให้จิตแพทย์เลิกเป็น...เลิกทำหน้าที่เป็นหมอดู หมอเดา เป็นพระ เป็นเณรหรือจะเป็นอะไรก็ตาม วิธีการนี้มันยากต้องใช้เวลาเพราะกระบวนการรักษาต้องทำให้ผู้รับการบำบัดได้เห็นเองว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆด้วยตัวเอง” นายแพทย์ธีระเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย

No comments:

Post a Comment