พ่อแม่หลายคนคงมีปัญหาว่าทำไมลูกตัวเองค่อนข้างดื้อ เลี้ยงยาก จนทำให้ เกิดปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวบ่อยครั้ง อาการดื้อของเด็กมีหลายลักษณะคือ ไม่ยอมทำตามคำสั่งหรือคำแนะนำ ไม่ยอมรับหรือทำตามกฎระเบียบที่กำหนดเอาไว้ เด็กบางคนยอมทำตาม แต่ทำแค่ครึ่งๆกลางๆ ไม่ยอมทำให้เสร็จ ทั้งๆที่พ่อแม่ก็ได้พูดคุยและทำความเข้าใจกับเด็กแล้ว
สาเหตุของเด็กดื้อ
1.สาเหตุทางกายภาพ เกิดจากโรคต่างๆที่เด็กเป็น เช่น โรคสมาธิสั้น (ADHD) โรคออทิซึม (Au tism) พัฒนาการทางภาษาหรือสติปัญญาล่าช้า และโรคที่เกี่ยวข้องทางสมองต่างๆ ได้แก่ สมองอักเสบ การกระทบกระเทือนทางสมอง โรคลมชัก ฯลฯ
2.ตามขั้นพัฒนาการ เด็กวัย 2-3 ปี เริ่มอยากทำอะไรด้วยตนเอง ต้องการสำรวจสิ่งแวดล้อมในสิ่งที่สายตาผู้ใหญ่มองว่าเป็นอันตราย เช่น การปีนที่สูง เอามือแหย่ปลั๊กไฟ เล่นของมีคม ฯลฯ เมื่อผู้ใหญ่ห้ามปรามหรือดุว่าเด็กจะโกรธและแสดงออกด้วยการต่อต้าน
3.ภาวะพื้นฐานทางอารมณ์ของเด็ก โดยเด็กบางคนอาจมีอารมณ์หงุด หงิด ฉุนเฉียวง่ายตั้งแต่เล็กๆ เลี้ยงยาก ร้องไห้บ่อยครั้ง
4.สภาพจิตใจขณะนั้น เช่น เวลาเด็กเหนื่อย หิว ง่วงนอน นอนหลับไม่พอ หรือถูกปลุกหลังจากนอนหลับใหม่ๆ สภาพดังกล่าวเด็กจะหงุดหงิด พูด จาไม่รู้เรื่อง ดื้อ ไม่เชื่อฟัง ได้บ่อย
5.สภาวะความตึง เครียดในครอบครัว ได้แก่ พ่อแม่ทะเลาะกัน มีการทำร้ายกันในครอบครัว ญาติป่วยหนักหรือเสียชีวิต ทำให้เด็กมีอารมณ์หงุดหงิด ดื้อ ก้าวร้าว และอาจเกิดปัญหาพฤติกรรมตามมา
6.การเลี้ยงดู โดยพ่อแม่ใช้วิธีการจัดการกับพฤติกรรมของเด็กอย่างไม่เหมาะสม เช่น การเลี้ยงแบบตามใจมากเกินไป ผลคือทำให้เด็กเคยตัว T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
T
Tc
Tc
Tc
Tc
Tc
Tc
Tc
Tc
Tc
Tc
Tc
Tc
Tc
Tc
Tc
Tc
Tc
Tc
Tc
Tc
Tc
Tc
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te จะเอาอะไรต้องเอาให้ได้ ถ้าถูกขัดใจจะอาละวาด เลี้ยงแบบลงโทษเด็กรุนแรงเกินความจำเป็นหรือลงโทษโดยไม่สมเหตุสมผลเมื่อเด็กทำผิด โดยอาจมีสาเหตุจากพ่อแม่เป็นคนหงุดหงิดง่าย การควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ดี ทำ ให้เด็กต่อต้านพ่อแม่และดื้อ มากขึ้น
ปรับพฤติกรรมเด็กดื้อ
1.หาสาเหตุว่าทำไมลูกจึงดื้อ และมีปัจจัยอะไรที่กระตุ้นให้ลูกดื้อ เช่น เวลาที่พ่อแม่ดุลูกมีท่าทีที่ดุลูกไปยิ้มไปด้วย ทำให้ลูกคิดว่าพ่อแม่ไม่เอาจริง ลูกกลับยิ่งดื้อต่อต้านมากขึ้น เมื่อรู้สาเหตุให้แก้ไขตามสาเหตุนั้นๆ
2.ไม่ยั่วยุให้เด็กโกรธ เด็กวัย 2-3 ปี เป็นวัยสำรวจตรวจตรา ไม่ควรใช้คำว่า "อย่า" บ่อยๆ แต่ควรจัดการกับสิ่งแวดล้อมที่จะเป็นอันตรายให้เรียบร้อย ให้โอกาสเด็กได้สำรวจตามวัยในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ถ้าเด็กอยากได้หรือสนใจของเล่นบางอย่างที่ไม่เหมาะสมหรือเป็นอันตรายให้ใช้วิธีเบี่ยงเบนไปสู่กิจกรรมอื่นที่น่าสนใจกว่า
3.ออกคำสั่งกับเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ คือ ชัดเจน กระชับ หนักแน่น ไม่ต่อล้อต่อเถียง และต้องติดตามว่าเด็กปฏิบัติตามคำสั่งที่ได้รับหรือไม่ ถ้าไม่ทำต้องกำกับให้เด็กทำจนเสร็จ โดยอาจจับมือช่วยกันทำภายใต้บรรยากาศของการช่วยเหลือและรอยยิ้ม
4.ให้รางวัลหรือคำชม เชยทันทีเมื่อเด็กทำตามคำสั่งไม่ควรมองข้ามสิ่งดีๆที่ลูกทำแม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อย รางวัลอาจมีได้หลายอย่าง Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te
Te เช่น สิ่งของ คำชม การโอบกอด ขนม ฯลฯ ตามความเหมาะสมของครอบ ครัว ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง แต่ควรมีคุณค่าจากจิตใจของผู้ใหญ่ที่ส่งให้
5.มีบทลงโทษเมื่อลูกทำผิด โดยร่วมกันกำหนดบทลงโทษไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เด็กรู้ว่าหากไม่เชื่อฟังคำสั่งจะเกิดอะไรตามมา การลงโทษควรเป็นการลงโทษอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งมีหลายวิธี เช่น งดสิทธิพิเศษ ตัดค่าขนม งดเล่นเกม งดดูรายการที่ชอบ อาจใช้วิธีตีด้วยเหตุผลเป็นวิธีสุดท้ายหากบทลงโทษข้างต้นใช้ไม่ได้ผล
6.ให้ความสนใจเมื่อลูกทำตัวดีมีพฤติกรรมเหมาะสม ทำตามคำสั่งหรือเชื่อฟังพ่อแม่ ไม่ให้ความสนใจหรือเพิกเฉยเมื่อลูกทำพฤติกรรมที่ไม่ดี พฤติกรรมดังกล่าวต้องไม่เกิดอันตรายต่อตัวเด็กเอง ไม่เกิดอันตรายต่อคนอื่น หรือไม่ทำ ลายสิ่งของ จึงจะเพิกเฉยได้ แต่ถ้าพฤติกรรมนั้นๆก่ออันตราย พ่อแม่ต้องหยุดพฤติกรรมนั้นทันทีด้วยความสงบ
7.พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก ในการควบคุมอารมณ์โกรธ และทำตามกฎระเบียบของบ้านและสังคม
พ่อแม่หรือคนเลี้ยงดูเด็กเป็นปัจจัยสำคัญ การดูแลเลี้ยงดูและสั่งสอนเด็กให้เป็นคนดี ได้นั้นต้องใช้ทั้งความรู้ ความพยายาม และความอดทน หากประสบผลสำเร็จจะเป็นสิ่งที่ทำให้พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูภาคภูมิใจ พร้อมกันนั้นตัวเองยังได้เป็นส่วนร่วมในการสร้างกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติในอนาคตต่อไป
No comments:
Post a Comment