Tuesday, June 30, 2015

แตงโม หวานฉ่ำ ดับร้อน แถมยังปกป้องหัวใจ

ไม่ว่าจะหั่นหรือควัก แตงโมก็ยังเป็นผลไม้หวานฉ่ำแคลอรีต่ำ ใยอาหารสูง นอกจากนี้ การศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ยังชี้ว่า แตงโมอาจเป็น "ฟังก์ชั่นแนล ฟู้ด" (Functional Food) หรืออาหารที่สามารถป้องกันโรคได้

โดยทีมนักวิจัยจาก Florida State University พบว่า แตงโมมีกรดอะมิโน L-Citrulline อยู่มาก ซึ่งกรดชนิดนี้ เป็นสารตั้งต้นของ L-Arginine ที่ช่วยควบคุมการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ และช่วยให้การไหลเวียนโลหิต เป็นไปโดยสะดวก ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวนี่เองที่ทำให้แตงโมช่วยปกป้องหัวใจจากโรคต่าง ๆ ได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ไม่ชอบแตงโม นพ. แอนดรูว์ วีล ก็ชี้ว่า กระเทียมก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยลด ความดันโลหิตได้ และขณะเดียวกันก็ให้ลดการกินเกลือ เนื้อสัตว์ แล้วหันมากินถั่วแทนบ้าง

ประโยชน์ดีๆ ที่ซ่อนอยู่ในลูกพรุน    

1. เพียบไปด้วยสารอาหาร วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 วิตามินซี โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมและสังกะสี

2. กากใยของลูกพรุน ช่วยลดโคเลสเตอรอลได้ เหมาะสำหรับคนที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับความอ้วน

3. เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว และอุจจาระที่ออกมาก็จะนิ่ม หมดห่วงเรื่องริดสีดวงทวารอีกด้วย

4. มีสารต้าน อนุมูลอิสระเยอะจนผลไม้อื่นอิจฉา

5. น้ำตาลจากลูกพรุน เป็นน้ำตาลฟลุคโตสและซอร์บิทอล Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fl Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo  ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ร่างกายจึงดูดซึมไปใช้ได้ทันที่กินเข้าไป

6. แคลเซียม จะทำให้คุณเป็นสาวกระดูกเหล็ก ฟันแข็งแรง หัวใจแกร่ง ประสาททำงานเป็นปกติ จะคิดอะไรก็คล่อง

7. มีวิตามิน บี2 ที่ชื่อไรโนฟลาติน ที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงดีต่อผิม ผิว เล็บ และช่วยเรื่องการมองเห็น

8. อุดมด้วยวิตามินอี ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก ยืดอายุของเม็ดเลือดแดง แถมยังบำรุงผิวและบำรุงสายตาให้เห็นชัดในความมืด

9. มีธาตุเหล็กสูง

ผู้เขียนได้เห็นงานวิจัยของไทยที่ทำการศึกษา ปริมาณไขมันทรานส์ในอาหารอบและทอด

โดยกลุ่มวิจัยอาหารเพื่อโภชนาการ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย และเห็นว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญ มีประโยชน์น่านำมาบอกต่อเพื่อให้คุณผู้อ่านได้ระมัดระวังกันเป็นพิเศษกับอาหารที่ตรวจพบไขมันทรานส์ในปริมาณสูง งานวิจัยชิ้นนี้ได้ทำการตรวจสอบโดยสุ่มอาหารที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่มีการใช้ไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ จำนวน 65 ตัวอย่างจากห้างสรรพสินค้า และตลาดทั่วไปในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ขนมอบ 36 ตัวอย่าง อาหารทอดและขนมทอด 24 ตัวอย่าง ผลิตภัณฑ์อื่นๆ 5 ตัวอย่าง จากร้านเบเกอร์รี , ตลาด และร้านอาหารทั่วไป ตัวอย่างละ 3-5 แห่ง

ผลที่น่าตกใจ คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบที่มีไขมันทรานส์มากที่สุดคือ โดนัทบาวาเรียน พบ 828 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม

รองลงมาคือ เค้กเนย พบ 400 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม เวเฟอร์เคลือบชอกโกแลต , พายทูน่า, โดนัทโรยน้ำตาล, ทอฟฟี่เค้ก และคุ้กกี้เนยมีไขมันทรานส์ 396, 395, 378, 374 และ 309 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ตามลำดับ ซึ่งถือว่ามีไขมันทรานส์ในปริมาณสูง Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fo Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr Fr  กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทอด พบปลาซิวแก้วมีไขมันทรานส์มากที่สุด 397 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม รองลงมา คือ หมูทอด เนื้อทอด และไก่ทอด พบไขมันทรานส์ 260, 245 และ 239 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ตามลำดับ กลุ่มขนมทอด พบ มันฝรั่งทอด (เฟรนฟรายด์) มีไขมันทรานส์มากที่สุด 329 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ส่วนเนยเหลว (Butter) และมาการีน มีพลังงาน ไขมันรวมและไขมันทรานส์สูงมาก พบไขมันทรานส์ในเนยเหลวถึง 2247 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม และในมาการีน 1248 – 2478 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม โดยสรุปผลิตภัณฑ์ขนมอบที่มีส่วนประกอบเป็นเนย เนยเทียม เนยขาว มีไขมันทรานส์มากกว่าขนมอบของไทย และมากกว่าของทอด ยกเว้นเฟรนฟรายด์

ทราบข้อมูลอย่างนี้แล้ว เราในฐานะผู้บริโภคที่ใส่ใจและรักสุขภาพ จึงควรดูแลตัวเองด้วยการระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารกลุ่มที่มีปริมาณไขมันทรานส์เยอะ หรืออาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำๆ รวมทั้งการปรุงอาหารที่ใช้เนยเหลว และมาการีนกันนะคะ ปรับรูปแบบการทานกันใหม่ง ใส่ใจกับการเลือกรับประทานกันให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพของเราเอง และคนที่เรารักกันดีกว่าคะ

No comments:

Post a Comment